TH / EN
ติดต่อเรา
CONTACT US
 
 
 
 
ความเป็นมาของสัญลักษณ์
 
สึนามิ ศิลปะ และการเยียวยา
หลุยส์ บูร์ชัวร์ ได้เขียนถึงผลงาน กอดฉันให้แน่น ไว้ดังนี้

“โศกนาฏกรรมครั้งนี้เตือนให้เรารู้ว่า ชีวิตบอบบางเพียงใด แม้เราจะสามารถทำได้เพียงเล็กน้อย คือการจับมือกันไว้ มือที่ประสานกันเหล่านี้พูดว่า “ฉันไม่ยอมให้เธอจากไป อย่าทอดทิ้งฉัน ยึดฉันให้แน่น จับมือฉันไว้เช่นนี้ตลอดไป ชั่วนิรันดร์”

ผลงาน กอดฉันให้แน่น ของ หลุยส์ บูร์ชัวร์
ประกอบด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมไม้แดงขนาดใหญ่ที่ดูผสมผสานได้ดีกับสภาพป่าและสุมทุมพุ่มไม้ที่แวดล้อมผู้ชมสามารถเดินเท้าเปล่า ไปบนทางเดินที่ยกสูงที่ขนาบด้วยแผงต้นโมกทางเดินนี้ทอดตัวไปยังบริเวณที่นั่งพักที่มีบ่อน้ำซึ่งมีน้ำกระเพื่อมตลอดเวลาในบ่อน้ำนี้เป็นที่ติด ตั้งมือเล็กวางบนก้อนหินที่หล่อด้วยสำริดมือของแด็กที่โผล่ขึ้นมาให้เห็นในกระแสน้ำที่ไหลกระเพื่อมนำไปสู่คำถามที่ผู้ชมหลายคนอาจถามว่า แล้วส่วนที่เหลือของเด็กคนนี้อยู่ที่ไหนในบริเวณใกล้กับบ่อน้ำนี้เป็นอาคารทรงโดมสร้างจากแผงไม้แดงซึ่งผู้ชมสามารถเดินเข้าไปข้างในและจะได้พบกับมืออีกคู่หนึ่งหล่อด้วยสำริดตั้งอยู่บนแท่นแปดเหลี่ยม มือทั้งคู่ประสานสอดนิ้วเข้าหากันเป็นรูปปิระมิด ให้ความรู้สึกแห่งการ ปกป้องคุ้มครอง และอาจหมายถึงรูปเหมือนของสถูปดอกบัวหรือท่วงท่าแห่งการเคารพคือการไหว้ตามประเพณีไทย มือทั้งคู่ ประสานในแนวตั้ง ปลายนิ้วชี้ขึ้นไปด้านบนซึ่งเป็นที่โล่ง เปิดให้แสงอาทิตย์และเม็ดฝนสามารถตกลงมาต้องประติมากรรมได้ และเมื่อผู้ชม เดินออกจากโดมนี้ ก็จะพบว่าทางออกนั้นหันหน้าไปยังพื้นที่ที่เป็นเกาะพีพีซึ่งเป็นที่ๆ หลายชีวิตต้องมาพบจุดจบในวันที่ 26 ธันวาคม 2547

ที่มา: หนังสือโครงสร้างประติมากรรม อนุสรณ์สถานภัยพิบัติสึนามิ กระทรวงวัฒนธรรม, 2550

ชื่อผลงาน : กอดฉันให้แน่น
ชื่อศิลปิน : หลุยส์ บูนชัวส์
ขนาด : 16 x 23 x 12 นิ้ว
40.6 x 58.4 x 30.4 เซนติเมตร
(ประติมากรรมมือภายในโดมไม้)
5 x 13 x 10 นิ้ว
12.7 x 33 x 25.4 เซนติเมตร
(ประติมากรรมมือเด็กภายในบ่อน้ำ)
เทคนิค : บรอนซ์
วัสดุ : บรอนซ์และไม้
อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา จังหวัดกระบี่


อนุสรณ์สถานเรือ ต 813


ก่อนเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ เมื่อ พ.ศ. 2547 เรือลำนี้เป็นเรือในหน่วยงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นเรือตรวจการณ์ 813 หรือที่คนทั่วไปในนาม ต 813 จุดประสงค์หลักในการปฏิบัติหน้าที่คือ ถวายความปลอดภัย และรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ ทางน้ำ รักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความมั่นคงของรัฐ สิ่งแวดล้อม สืบสวนสอบสวน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ค้นหาและช่วยเหลือเรืออากาศยาน และผู้ประสบภัยทางน้ำ ประสานงานหรือสนับสนุนปฏิบัติงาน ของหน่วยงาน กับองค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ให้เดินทางไปถวาย การอารักขาทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ และครอบครัว ที่จังหวัดพังงา จึงออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ ไปประจำการในเรือทั้งหมด 11 คน โดยมี ร.ต.อ.นิรัตน์ ช่วยจิตต์ เป็นหัวหน้าควบคุมเรือ เรือ ต 813 จอดอยู่ในทะเล บริเวณโรงแรมลาฟลอล่า ห่างจากฝั่งประมาณ 1ไมล์ทะเล กระทั่งเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซัดถล่มชายฝั่งอันดามัน ความแรงของคลื่นซัดพาเรือ ต.813 จากชายฝั่งมาประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะกู้เรือ ต 813 กลับหน่วย แต่มีคำสั่งให้คงไว้อย่างนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานหรืออนุสาวรีย์ เตือนความทรงจำ ว่าแรงปะทะของคลื่นสึนามินั้นแค่ไหน เรือ ต 813 หนักถึง 60 ตัน ตอนวิ่งชนคลื่นวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 20 น็อต ยังสู้แรงปะทะไม่ได้ ถูกย้ายห่างจากฝั่งกิโลเมตรเศษข้ามถนน ขึ้นไปอยู่บนเชิงเขาความสูงเท่ายอดมะพร้าว เหตุการณ์ครั้งนี้มี เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานบน เรือ ต 813 เสียชีวิต 1 ท่าน คือ จ่าสิบตำรวจยุทธกร หนูเลขา จากวันที่ 26 ธันวาคม 2547 จนถึงทุกวันนี้เรือยังคงอยู่บริเวณเดิมไม่เคลื่อนย้าย และยังคงอยู่ลักษณะเดิมๆ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานต่อไป

เรื่องเล่าจาก ร.ต.อ. นิรัตน์ ช่วยจิตต์ หัวหน้าควบคุมเรือ เรือ ต 813 ในวันเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ

ก่อนเกิดเหตุ เรือลำนี้ เป็นเรือในหน่วยงานกรมตำรวจ เป็นเรือตรวจการณ์ 813 หรือที่คนทั่วไปในนาม ต 813 เรือลำดังกล่าวมีน้ำหนักถึง 60 ตัน หรือ 60,000 กิโลกรัม ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 ให้เดินทางไปถวาย การอารักขาทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาฯ และครอบครัว ที่ จังหวัดพังงา จึงออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ ไปประจำการในเรือทั้งหมด 11 คน

โดยมี ร.ต.อ.นิรัตน์ ช่วยจิตต์ เป็น หัวหน้าควบคุมเรือ และบทความนี้ได้ ถอดคำให้สัมภาษณ์ ของผู้การท่านนี้ ขณะพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 6 โรงพยาบาลตำรวจ

เมื่อเรือวิ่งปากร่องน้ำระนอง ออกเลยเขตจังหวัดระนอง เข้าเขต จังหวัดพังงา บริเวณเกาะพระทอง ประมาณ 08.00 น. ก็ถึงบริเวณชายทะเล ใกล้เขาหลัก จึงจอดเรือทอดสมออยู่กับเรือของทหารเรือ จากนั้นเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ด้วยการไปพูดคุย กับชาวบ้านที่ทำการประมงอยู่แถบนั้นขอออกห่างจากฝั่งเพราะมีการเสด็จ

เช้าวันที่เกิดเหตุ 26 ธันวาคม 2547 แต่ละคนตื่นกันค่อนข้างเร็ว ช่วงเวลา เจ็ดโมงเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังผลัดเปลี่ยนเวร มีการสอบถามทางวิทยุกับกองบังคับการตลอดเวลา ว่าจะมีกิจกรรมอะไร ซึ่งได้รับแจ้งให้ปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขา ท่านผู้การท่านเล่าว่า "ประมาณเก้าโมงครึ่ง เกือบสิบโมง มีวิทยุมาจากตำรวจน้ำที่อยู่ จังหวัดภูเก็ต บอกว่ามี

คลื่นยักษ์กำลังเข้าฝั่ง ทั้งหมดใช้วิทยุเครือข่ายเดียวกัน ทำให้รู้รายละเอียดเดียวกันทั้งหมด จึงแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่กำลังจะนำเรือยางออกไปรับหมอและพยาบาลขึ้นมาบนเรือตรวจการณ์ ตอนนั้น พยาบาลยังไม่ทันขึ้นมา เรือก็ย้อนกลับไม่สามารถมาได้ เนื่องจากในช่วงระยะที่เขาแจ้งมา ว่าจะมีคลื่นยักษ์ระดับน้ำ อยู่ในระยะที่ไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่ จากระดับ 3 เมตรกว่าตรงบริเวณทอดสมอ ระดับน้ำก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นที่ผิดสังเกต จึงต้องตรวจวัดระดับน้ำกันใหม่ปรากฏว่า ระดับน้ำมาอยู่ที่ เมตรกว่าๆ มองจากฝั่งก็ห่างออกมาเกือบหนึ่งกิโลเมตร ผมก็ติดเครื่องเรือและถอนสมอ ต้องใช้มือถอนสมอ เพราะเครื่องทำงานไม่ได้เมื่อเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งจึงขึ้นมาอยู่ที่ห้องควบคุมส่วนผม ไปอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าเพื่อควบคุมเรือด้านบน

พอผมมองออกไปที่กลางทะเล เห็นคลื่นขนาดยักษ์เรียงตัวมาเป็นหน้ากระดาน จึงสั่งให้ลูกน้องหันหน้าเรือสู่เพื่อความปลอดภัยของเรือ เพราะยังไม่รู้ว่าคลื่นยักษ์ที่มามีลักษณะอย่างไร ตอนแรกตั้งใจจะฝ่าคลื่นออกไป คิดว่ามุดลงไปในคลื่นลูกแรกแล้ววิ่งออกทะเลไป อาศัยความเร็วของเรือ เอียงเรือไปด้านหนึ่งเพื่อที่จะล่องผ่าน คลื่นไปให้ได้ เพราะปติธรรมดาคลื่นลูกแรกๆจะหนัก หากสามารถผ่านรอดไปได้ ลูกต่อไปก็จะไม่ใหญ่แล้ว

ด้วยความคิดที่คิดว่าความเร็วและความแรงของคลื่นไม่มาก ผมจึงเร่งความเร็ว ไปที่ประมาณกว่า 20 กว่าน็อต กดจดหมดเลย ซึ่งในช่วงที่กดนั้นระบบเครื่องมันเต็มที่ เพราะเรากดด้วยความกะทันหัน ทำให้หัวเรือเฉียงออกจากฝั่งเล็กน้อย พอหันไปอีกที่เรือก็ชนกับคลื่น ตรงๆ เลย ผมคิดว่าในช่วงนั้นต้องผ่านเรือออกไปทำอะไรก็ได้เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ที่เห็นตอนนั้นคือ คลื่นห่างจากเรือ 200 - 300 เมตร แต่ไม่ถึง 2-3 นาที เท่านั้นก็ถึงเรือแล้ว โดยเฉพาะลุกที่วิ่งชนเรือนั้นไม่ถึง 3 วินาที แค่เราเพิ่งจะเร่งความเร็วเรือ คลื่นก็มาชนแล้ว

พอเรือชนกับคลื่นลูกแรก เข้าใจว่าเรือจะจมตั้งแต่ลูกแรก แล้วจึงสั่งให้ลูกน้องปิดประตูทุกบาน กันน้ำเข้า ช่วงเวลานั้นคลื่นยังไม่ได้เคลื่อนตัวถึง บริเวณฝั่งคิดในใจว่า จะต้องนำเรือวิ่งออกทะเลไปให้ได้ แต่พอมองไปข้างหน้า โอ้โฮ้...คลื่นมาเป็นกระดานแล้วสูงประมาณเท่าเรือ ถึงเวลานั้นเรือ ใช้ความเร็วไม่ได้แล้ว เพราะน้ำค่อนข้างแห้ง มันดูดน้ำไปแล้วพัดคลื่นเข้ามา พอวิ่งชนคลื่น เรือของเราก็ดำน้ำไปแล้วโผล่ขึ้นมาใหม่ โชคดีมากที่เรือไม่จมโผล่ขึ้นมาอีก พอคลื่นลูกต่อมา ก็ซัดเรือเข้าหาฝั่ง

คลื่นลูกแรกมันกวาดเอาเรือของเราลงไปใต้น้ำ พวกผมที่อยู่นอกเรือ 8 คน โดนคลื่นเหวี่ยง ตกน้ำหมด จมน้ำ แต่โชคดีที่ทั้ง 8 คน สวมชูชีพ สามารถดำน้ำโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ แต่ชูชีพของผมหลุด คงไปกระทบอะไรสักอย่างตอนที่ถูกคลื่นซัด แต่เพราะผมรู้ตัวมีสติ คิดว่าต้องเอาชีวิตให้รอด กระแสน้ำตอนนั้นก็แรงมาก ตอนที่จมลงไปรู้สึกตัวอีกครั้งหายใจไม่ออกแล้ว เจ็บตัวมาก แต่ความที่เคยฝึกมาจึงสามารถดำน้ำขึ้นบนผิวน้ำได้

โผล่ขึ้นมาเห็นแพชูชีพ ก็รู้ว่าไม่เป็นอะไรแล้วจึงว่ายไปขึ้นแพชูชีพซึ่งอีกนิดเดียวก็จะเข้าฝั่ง มองเห็นตึกหน้าโรงแรมลา ฟลอร่า เหลือแค่ 3 ชั้น ข้างๆ เป็นต้นสน ต้นมะพร้าว หลังจากนั้นไม่นานคลื่นลูกที่ สองมาอีกแต่ไม่แรงเหมือนลูกแรก คลื่นมันพาตัวผมไปกระแทกต้นสน จนถึงตึก ผมนอนก้มอยู่ในแพชูชีพตลอด รู้ว่ารอดชีวิตกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ แพชูชีพยังคงลอยไปเรื่อยตามแรงคลื่นไปจนเกือบถึงถนนเพชรเกษม

ผมเห็นเสาไฟฟ้า ทิงต้นสน พอใกล้ถึงถนนอีกไม่ถึง 100 เมตร น้ำที่เอ่อขึ้นมามันหมดแรง ก็ไหลย้อนกลับทะเล ผมตกใจรีบดึงเชือกที่อยู่ข้างแพชูชีพมารัดไว้ที่ตัวเองเพื่อไม่ให้เรือไหลตามน้ำ ตอนนั้นในแพเต็มไปด้วยเลือดกับน้ำปนกัน มันเป็นอะไรที่เกิดขึ้นเร็วมาก ..มากถึงตอนนี้ผมนึกในใจว่ารอดแน่แล้ว มองไปด้านบนก็เห็นเรือ 813 ไปโผล่เกยบนเชิงเขา มีลูกน้องอยู่บนเรือ ประมาณ 5 คน จากนั้นมีตำรวจเข้ามาช่วยเหลือผม ตอนนั้นน้ำแห้งเกือบหมดแล้ว ที่เห็น

ชัดเจน คือ มีคนอยู่บนต้นมะพร้าวเต็มไปหมด บนตึกก็มี สภาพบนฝั่งแทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว ตัวผมเองนอนหมดแรงอยู่บนถนน

ตัวผมเลือดไหลมากใกล้ช็อค มีรถเก่งฝรั่งกำลังเข้าภูเก็ตพอดี เขาจึงพาผมไปส่ง โรงพยาบาลท้ายเหมือง ผมต้องนอนรอที่หน้าระเบียงโรงพยาบาล เพราะคนไข้เต็มไปหมดห้องไม่พอ หลังจากทำแผลเบื้องต้นเสร็จอาการยังไม่ดีขึ้นจึงย้ายไปโรงพยาบาลระนอง อาการกลับหนักขึ้นอีก หมอบอกแผลเป็นหนองหมดแล้วและฉีดยาฆ่าเชื้อ มีอาการทางปอดแทรก ตอนหลังจึงมี เฮลิคอปเตอร์ของตำรวจบินไปรับเข้ากรุงเทพฯ"

เมื่อเหตุการณ์เข้าสู่ภางะปกติ เจ้าหน้าที่ตั้งใจจะกู้เรือ ต 813 กลับหน่วย แต่ปรากฎว่า มีคำสั่งให้ คงไว้อย่างนั้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานหรืออนุสาวรีย์ เตือนความทรงจำ ว่าแรงปะทะของคลื่นสึนามินั้นแค่ไหน เรือ ต 813 หนักถึง 60 ตัน ตอนวิ่งชนคลื่นวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดถึง 20 น็อต ยังสู้แรงปะทะไม่ได้ แถมย้ายเรือห่างจากฝั่งกิโลเมตรเศษข้ามถนน ขึ้นไปอยู่บนเชิงเขา ความสูงเท่ายอดมะพร้าว จึงไม่แปลกเลยที่มีผู้สูญเสียไปมากมาย และทำลาย ชุมชน ขนาดย่อม ตึกโรงแรมให้หายไปชั่วไม่กี่นาที
 
  © Copyright 2014 tsunamimemorial All Rights Reserved.